FangCity.com
รวบรวม

ประวัติพระเจ้าพรหมมหาราช
ส่วนหนึ่งของประวัติเมืองฝาง

พระราชประวัติพระเจ้าพรหมมหาราช
พระผู้สร้างวัดพระธาตุสบฝาง

แผ่นดินไทยในอดีต ทิศเหนือจดแม่น้ำฮวงโห ทิศไต้จดประเทศมาลายูและทะเลอินเดีย ชนชาติไทย ถูกรบกวนและรุกราน จากประเทศเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดมาโดยตลอด จนไม่สามารถ ที่จะทนอยู่ได้ จึงได้ส่งผู้คนให้อพยพหลบภัย เพื่อหาที่อยู่ใหม่ในทางไต้ ตามสายของแม่น้ำ ลงมาโดยลำดับ โดยการนำของรี้พลขุนศึกแห่งนักรบไทย ได้ทำการรบพุ่งกับเจ้าของถิ่น
เดิม มีพวกระว้า(ลั๊วะ) และพวกขอมเป็นต้น มีแพ้บ้าง ชนะบ้างตามลำดับ

ลุถึงสมัย 200 ปีก่อนพุทธศักราช ชนชาติไทย ได้ตั้งถิ่นฐานอยู่ในผืนแผ่นดินใหญ่คู่กับจีน ในท้องถิ่นที่อุดมสมบูรณ์ ระหว่างลุ่มแม่น้ำฮวงโห เป็นเวลานับพันปีก่อนพุทธศักราช ซึ่งเป็นอาณาจักรอันใหญ่หลวง มีระเบียบการปกครองอันมั่นคง เป็นปึกแผ่น ส่วนชนชาติจีนนั้น ตั้งถิ่นฐานอยู่ในแถบเหนือขึ้นไปอีกมาก ภายหลังชนชาติจีนได้อพยพเข้ามา อยู่ใกล้ชิดกับไทย
ได้เกิดประจันหน้ากัน แย่งชิงถิ่นฐานกันนับเป็นเวลา 2000 ปี ก่อนพุทธศักราช ในสมัยพระเจ้าฮ่วงตี้ 2158-2055 ก่อนพุทธศักราช ชนชาติจีนเรียกชนชาติไทยว่า มุง, ต้ามุง, ปา, ลุง และอ้ายลาวบ้าง และชื่ออื่นๆ อีกหลายชื่อ แต่ว่าชนชาติไทยเรียกตัวเองว่า ไต หรือ ไทยมาโดยตลอด
สมัย 150 ปีก่อนพุทธศักราช ชนชาติไทย ไม่สามารถที่จะทนต่อการรบกวนของชนชาติจีน จึงได้พากันอพยพเป็นการใหญ่ ใหลเลื่อนลงมาทางทิศใต้ของแม่น้ำแยงซึเกียง จึงได้ละทิ้งผืนแผ่นใหญ่อันอุดมสมบูรณ์ ให้แก่ชนชาติจีน (ในสมัยพระเจ้าตวงหว่าง กษัตริย์จีน 139-153)

พ.ศ.300 ในสมัยพระเจ้าจีนซีหว่องตี้ (พ.ศ.296-334) ชนชาติไทยได้ทำศึกกับชนชาติจีน ซึ่งเป็นข้าศึกที่ใหญ่มาก และในที่สุดชนชาติไทย ก็ได้อพยพลงมาทางทิศใต้อีกครั้งหนึ่ง ชนชาติไทย ได้แยกย้ายกันไปหลายก๊ก หลายเหล่า ที่อยู่ต่อสู้ไม่ยอมหนี ก็มีจำนวนมาก แล้วรวบรวมกัน ตั้งนครขึ้น ในมณฑลเสฉวน ยังมีชนชาติเผ่าอื่นที่ได้อพยพลงมากับชนชาติไทย เช่น ฮกเกี้ยน กับกองทัพของ "ขงเบ้ง" ทำให้ต้องหนีลงทางใต้ อีกเป็นจำนวนมาก ในพวกที่ทนสู้กับกองทัพจีน มีผู้นำไทยที่สามารถผู้หนึ่งคือ "สินุโล" สามารถรวบรวมอาณาจักรไทยขึ้น แล้วตั้งเป็นรัฐอิสระเรียกว่า "อาณาจักรน่านเจ้า" เป็นอาณาจักร ที่เป็นปึกแผ่นมั่นคงอยู่จนมีอายุ 500 ปี (พ.ศ.1281-1769)
ในสมัยเดียวกับสมัยน่านเจ้า ชนชาติไทยจำนวนมาก ซึ่งได้อพยพลงสู่แหลมสุวรรณภูมิ ได้ช่วยกันสร้างเมืองขึ้น มีจำนวนหลายเมือง บางเมืองได้แซกอยู่ในเขตของอาณาจักรของพวกขอม ซึ่งเป็นเจ้าของถิ่นเดิม ในสมัยนั้นได้แบ่งเป็น 2 ภาค คือ ภาคเหนือมี "เมืองสยาม" เป็นเมืองสำคัญ ภาคใต้มี "เมืองละโว้" ชนชาติไทยที่อยู่เหนือขึ้นไปจากอาณาจักรของขอม พยายามตั้งตัวเป็นอิสระคือ อาณาจักรไทย "โยนก" มีเมืองเชียงแสน เป็นเมืองสำคัญ หรือเป็นเมืองหลวงของไทย

อาณาจักรไทยโยนก มีกษัตริย์ไทยครอบครองติดต่อกันมาหลายสิบพระองค์ กษัตริย์องค์ที่ 25 มีพระนามว่า "พระเจ้าพังคราช" มีพระราชโอรสพระองค์หนึ่ง ซึ่งมีบุญญาธิการมาก ทรงพระนามว่า "พระเจ้าพรหมมหาราช" พระเจ้าพรหมมหาราชองค์นี่แหละ ที่ทรงสร้างวัดพระธาตุสบฝาง ซึ่งจะได้กล่าวโดยละเอียด ในโอกาสต่อไป ณ ที่นี้จะได้กล่าวถึงการอพยพของชนชาติไทย ให้จบเสียก่อน
ในปี พ.ศ.1796 ปี กุบไลข่านตีจีนได้ทั้งหมด แล้วได้ตั้งตัวเป็นกษัตริย์จีน หลังจากนั้น ได้ส่งกองทัพมาตีอาณาจักรน่านเจ้า ของไทยในปี พ.ศ.1796 ชนชาติไทยส่วนใหญ่ จึงได้พากันอพยพหนีภัย ลงมาทางใต้เป็นครั้งที่ 3 ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายของการอพยพ ตั้งแต่บัดนั้นชนชาติไทย ไม่มีแผ่นดินเหลืออยู่เป็นอิสระ ตกเป็นเมืองส่วยของชาติอื่นมาตลอด
ในผืนแผ่นดินจีน

ในสมัยพระเจ้าพังคราชนี้ พวกขอมที่เมืองอุโมงค์เสลา เกิดแข็งเมืองต่อไทย พระเจ้าพังคราช ไม่สามารถที่จะปราบปรามขอม ให้อ่อนน้อมได้ เมื่อพวกขอมเห็นว่า พวกไทยอ่อนกำลังกำลังลงเช่นนี้ ขอมจึงได้ยอกองทัพ มาตีเมืองเชียงแสน พวกขอมได้รับชัยชนะ แล้วได้เนรเทศ พระเจ้าพังคราช ไปอยู่ที่เมือง "สี่ตวง" ในปัจจุบัน คือเวียงแก้ว ตำบลป่าสักน้อย อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ของเมืองเชียงแสนเก่า ซึ่งยังมีซากเมืองปรากฏอยู่จนทุกวันนี้
พระเจ้าพังคราช จำต้องได้ส่งส่วยเป็นทองคำ ปั้นเป็นลูกกลม มีขนาดเท่าผลมะตูม ส่งไปถวายพวกขอม ปีละ 4 ลูกเป็นประจำทุกปี (ตำนานบางแห่งก็ว่า 3 ปีต่อครั้ง) ในฐานะที่เป็นเมืองขึ้นหรือเมืองส่วย ส่วนพวกขอม เมื่อได้ขับไล่กษัตริย์ไทย ออกไปจากเมืองเชียงแสนแล้ว ก็เข้ามาอาศัย ปกครองคนไทย ในเมืองเชียงแสนต่อไป

ในสมัยที่คนไทย ตกอยู่ใต้อำนาจของพญาขอมเมืองเชียงแสนนี้ ได้รับความกดขี่ข่มเหง จากเจ้านายขอมต่างๆ นา นา ทั้งดูถูก ดูหมิ่นเหยียดหยามคนไทย เป็นการบีบคั้น ทางจิตใจ คนไทยอย่างรุนแรง ตามตำนานสิงหนวัติได้กล่าวไว้ว่า ได้มีสามเณรเมืองสี่ตวงองค์หนึ่ง ซึ่งมีอายุได้ 19 ปี พักอาศัยอยู่วัดแห่งหนึ่ง ในเวียงโยนก เช้าวันหนึ่งสามเณรองค์นี้ได้ออกบิณฑบาต ได้เข้าไปในคุ้มของพญาขอม สามเณรได้ไปยืนหยุดอยู่ เมื่อพญาขอม ได้เห็นสามเณร เข้าถึงในคุ้มของตน ก็ได้สอบถามพวกไพร่ฟ้าที่เฝ้าประตู พวกไพร่ของพญาขอมก็ตอบว่า สามเณรองค์นี้เป็นพวกไทย จากเวียงสี่ตวงพญาขอมได้ฟังดังนั้นก็โกรธเป็นอันมาก และได้กล่าวปริภาษ ด้วยคำหยาบช้า ว่า "เณรเป็นคนเมืองไพร่เท่านั้น หาควรที่จะเข้ามารับบิณฑบาต ในบ้านของท้าวพญาขอม อันยิ่งใหญ่ไม่" แล้วจึงร้องบอกให้ไพร่ทั้งหลายว่า "สามเณรเป็นลูกคนเมืองส่วย พวกสูทั้งหลาย อย่าเอาข้าวของกูไปใส่บาตรให้มันเลย"
สามเณรได้ฟังพญาขอม ว่าดังนั้นแล้ว ก็เกิดความน้อยอกน้อยใจเป็นอันมาก และพร้อมกันนั้น ก็เกิดทิฏฐิมานะ คิดหาหนทางที่จะตอบแทน ความหยาบช้าของพญาขอมให้จงได้

คิดแล้วก็เดินออกจากคุ้มพญาขอม เมื่อเดินถึงกู่แก้ว จึงยกเอาอาหารบิณฑบาต ที่ตนได้มาจากบ้านอื่น ถวายเป็นพุทธบูชาแด่พระธาตุ แล้วก็ได้ตั้งจิตสัจจะอธิษฐานว่า "ด้วยเดชบุญกุศล ที่ข้าได้ประพฤติปฏิบัติ ในธรรม ของพระพุทธเจ้า จะเป็นด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา ภาวนากุศล จงดลบันดาลให้ข้าจงจุติ (ตาย) จากโลกนี้ ภายใน 7 วันเถิด แล้วขอให้ข้า จงได้ไปเกิดในครรภ์ ของนางเทวี มเหสีเจ้าเมืองเวียงสี่ตวง (พระเจ้าพังคราช) และเมื่อหากว่าข้าได้เกิดมาแล้ว ขอให้ผู้ข้ามีรูปอันงาม มีกำลังอันกล้าแข็งมีอายุยั่งยืนนาน เป็นที่รักของเจ้าเมืองเวียงสี่ตวง ผู้เป็นพระบิดา เมื่ออายุข้าได้ 16 ปี ขอให้ข้าได้รับชัยชนะ ในการปราบพญาขอมดำผู้โอหัง ด้วยเหตุว่า พญาขอมผู้นี้ ไม่รู้คุณของพระรัตนตรัยแก้วสามประการ"

เมื่อสามเณร ได้ตั้งสัจจะอธิษฐาน ต่อพระบรมธาตุดอยกู่แก้วแล้ว ก็นั่งสมาธิอยู่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง ไม่ยอมฉันข้าวและน้ำครั้นล่วง 7 วัน สามเณรองค์นี้ก็ได้ถึงแก่มรณภาพ ด้วยสัจจวาจา ดวงวิญญาณ ของสามเณร ก็ได้ไปถือปฏิสนธิ ในครรภ์ของพระนางเทวี มเหสีของพระเจ้าพังคราช
ส่วนพระนางเทวี ในราตรีนั้นกาลคืนนั้น ขณะที่พระนางทรงบรรทมอยู่ พอใกล้สว่าง ก็ทรงสุบินนิมิตรว่าได้เห็นช้างเผือกตัวหนึ่ง มายืนอยู่ใกล้พระองค์ แล้วเดินผ่านเข้าไปในเวียงทางทิศใต้ เมื่อพ้นเวียงออกไปแล้ว ได้วิ่งไล่คนทั้งหลาย ฝูงชนได้แตกตื่นหนีกันเป็นวุ่นวาย เมื่อพระนางสดุ้งตื่นขึ้น จึงได้ทรงเล่านิมิตรนี้ ให้พระราชสวามีฟัง พระเจ้าพังคราชทรงทำนายว่า จะมีผู้มีบุญ มาเกิดในครรภ์ของพระนาง ตั้งแต่นี้ต่อไปขอให้พระนางจงรักษาพระครรภ์ไว้ให้ดีเถิด เมื่อพระนางทรงครรภ์ได้เป็นเวลา 3 เดือน พระนางทรงต้องการอาวุธต่างๆ พระเจ้าพังคราช ก็ทรงหาให้ตามความประสงค์

ครั้นพระครรภ์ครบถ้วนทศมาส พระนางก็ประสูติพระกุมาร มีวรรณผุดผ่อง ศิริโฉมงดงาม ดังพรหม พระบิดาจึงทรงขนานพระนามว่า "เจ้าพรหมราชกุมาร" เมื่อทรงเจริญวัย พระบิดา ได้ทรงให้เข้ารับการศึกษา จากครูอาจารย์ที่มีวิชาความรู้ ทางศิลปศาสตร์ และวิชาพิชัยสงคราม พระเจ้าพรหมกุมาร เป็นผู้มีจิตใจกล้าหาญสามารถเรียนศิลปศาสตร์ จากครูบาอาจารย์ได้อย่างว่องไว สามารถใช้อาวุธ และตำหรับตำราพิชัยสงคราม ได้เป็นอย่างดี พระเจ้าพังคราชพระราชบิดา ได้ทรงค้นหาครูบาอาจารย์ ผู้ทรงความรู้ทางพิชัยสงคราม และพระฤาษีผู้ทรงวิชาด้วยอิทธิฤทธิ์ ให้พระกุมารได้ศึกษาอบรม จนพระราชกุมารได้ศึกษาจนจบ ทรงมีฝีพระหัตถ์ อันเข้มแข็ง ยากที่จะหาผู้ที่เสมอเหมือน ในยุคนั้น ตามตำนานสิงหนวัติกล่าวว่า พระเจ้าพรหมกุมาร จับช้างเผือกได้เชือกหนึ่ง จากกลางแม่น้ำโขง ชื่อว่า "ช้างเผือกพวงคำ" เมื่อได้ช้าเผือกคู่บารมีแล้ว พระเจ้าพรหมกุมาร ได้ทรงสร้างเมืองใหม่ขึ้นเมืองหนึ่ง ริมฝั่งแม่น้ำสาย ให้ประชาราษฎร์ ชาวบ้านชาวเมือง ช่วยกันขุดคูทดน้ำ จากแม่น้ำสายเข้ามาเป็นคูเมือง ทรงตั้งเมืองนี้ว่า "เมืองพวงคำ" เหมือนกับชื่อช้างเผือกคู่บารมี ปัจจุบันเมืองนี้เป็นที่ตั้งตัวอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

พระเจ้าพรหมกุมาร ทรงใช้เมือง "พวงคำ" นี้เป็นค่ายฝึกไพร่พล ให้เกิดความชำนิชำนาญ วิชาการใช้อาวุธ ทั้งหัดไพร่พลให้รู้จักการยิงปืนไฟ ให้ได้คล่องแคล่ว เมื่อไพร่พลทั้งหลาย มีความชำนาญจนจบวิชาการรบแล้ว ก็ประกาศแข็งเมือง เลิกการส่งส่วยให้แก่ขอมต่อไป ในเวลาเดียวกันนั้น พระเจ้าพรหมกุมาร ก็ทรงแต่งตั้งไพร่พล ปลอมตัวเข้าไปสืบหาความลับ ข่าวสารในเมืองเชียงแสน อยู่เป็นประจำเพื่อต้องการทราบความเคลื่อนไหว ของพวกขอม ที่จะมีการเตรียมรี้พล ออกมาปราบปรามคนไทยอย่างไรต่อไป

พญาขอม รอส่วยจากเจ้าพญาของไทย คือพระเจ้าพังคราชมาได้ สอง สามปี ไม่เห็นทางไทย นำส่วยที่เป็นทองคำไปถวาย พญาขอมก็บันดาลโทสะ คิดจะสั่งสอนคนไทยให้หัวอ่อนลงเสียบ้าง จึงเตรียมยกทัพ ที่จะมาเหยียบย่ำคนไทยให้แหลกอีกครั้งหนึ่ง ฝ่ายคนไทยที่ปลอมตัว อยู่กับฝ่ายขอมในเมืองเชียงแสน เมื่อสืบข่าว ได้เรื่องแน่ชัดแล้ว ก็รีบกลับนำข้อความ และเรื่องราวที่ได้รู้เห็นมากราบทูล พระเจ้าพรหมกุมารทรงทราบ พระเจ้าพรหมกุมาร จึงทรงให้แม่ทัพนายกอง ได้เตรียมกองทัพผู้กล้าหาญ ที่ได้ฝึกฝนมาดีแล้ว ออกไปตั้งรับ และสู้รบกับทหารของพวกขอม กองทัพไทยและกองทัพขอม ได้ทำการสู้รบกันที่ทุ่งสันทราย ฝ่ายซึ่งได้ฝึกมาดีกว่า ก็กำความมีชัยชนะ ได้อย่างง่ายดาย ทัพของขอมได้แตกพ่ายไม่เป็นส่ำ หนีเข้าเมืองเชียงแสน แล้วปิดประตูเมืองไว้ทุกด้าน ไม่ยอมออกมาสู้กับไทยอีก เพราะเกรงกลัวฝีมือรี้พลของพระเจ้าพรหมกุมาร กองทัพของเจ้าพรหมกุมาร ก็เข้าล้อมเมืองเชียงแสนไว้ ส่งทหารเข้าประชิดกำแพงเมือง

พระเจ้าพรหมกุมารทรงช้างคู่บารมีชื่อ "พวงคำ" นำพลเข้าบุกประตูเมือง ช้างคู่บารมี เข้าแทงประตูเมืองพังทะลายลง ทหารไทยทั้งหลายก็ได้ตรูกันเข้าเมืองได้ คนไทยอดใจที่คับแค้นมานานแสนนาน ถึงทีแล้ว จึงห้ำหั่นทหารขอม ล้มตายลงอย่างมากมาย ให้สมกับที่พญาขอมได้ข่มเหงไทย มาเป็นเวลานาน 17 ปี พวกขอมที่รอดตาย ก็พากันหนีลงทางใต้เพื่อเอาชีวิตรอด ทหารพระเจ้าพรหมกุมาร ได้ขับไล่พวกขอมไป อย่างกระชั้นชิด ริบทรัพย์ และที่จับเป็นเชลยได้ ก็ให้เอาไปทำการงาน ที่ขัดขืนก็ได้ฆ่าเสียให้ตาย เพื่อกวาดล้างพวกขอม ให้สิ้นซากจากเมืองเชียงแสน ทหารพระเจ้าพรหมกุมาร ได้ยกทัพขับไล่พวกขอม ลงไปทางทิศใต้เป็นเวลา 1 เดือน จึงทรงยับยั้ง เมื่อเห็นว่าพวกขอม ได้หนีลงไปอยู่เรื่อยๆ จึงทรงให้กองทัพไทย เดินทางกลับเมืองเชียงแสน ปรับปรุงซ่อมแซมเมือง ให้เป็นที่เรียบร้อยแล้วจึงได้อัญเชิญ พระเจ้าพังคราช พระราชบิดา มาครองเมืองเชียงแสนต่อไป พระเจ้าพังคราช ทรงรักใคร่พระเจ้าพรหมกุมารเป็นอย่างมาก แล้วทรงยกเมืองเชียงแสน ให้พระเจ้าพรหมกุมาร ทรงครอบครองต่อไป แต่พระเจ้าพรหมกุมารไม่ทรงรับ พระเจ้าพังคราช จะทรงตั้งให้เป็นมหาอุปราช พระเจ้าพรหมกุมารก็ไม่ทรงรับอีก กราบบังคมพระราชบิดาว่า ขอให้ยกพระเชษฐาธิราช คือ เจ้าฟ้า "ทุกขิตกุมาร" ขึ้นเป็นมหาอุปราชเถิด พระเจ้าพังคราชในเมื่อเห็นว่า ความตั้งพระทัยของพระราชโอรสน้อย เป็นอย่างนั้น จึงทรงได้ปฏิบัติตามความประสงค์ ของพระเจ้าพรหมกุมาร คือ ทรงตั้ง เจ้าฟ้าทุกขิตกุมาร เป็นมหาอุปราช

ฝ่ายพระเจ้าพรหมกุมาร เมื่อทรงปราบพวกขอมสงบราบคาบแล้ว ทรงคิดในอนาคต ไปข้างหน้าว่า เมื่อพวกขอมได้ปราชัยพวกไทย ในภายหลังพวกขอมอาจจะคิดการแก้แค้นอีกก็เป็นได้ พระเจ้าพรหม จึงได้กราบถวายเรื่องราว ให้พระราชบิดาทรงทราบ แล้วกราบลา พาเอาไพร่พล พร้อมทั้งช่างทั้งหลาย มีช่างตีเหล็ก ช่างทอง ช่างไม้ บัณฑิตผู้มีปัญญา พร้อมทั้ง พระสังฆมหาเถร อพยพไปทรงตั้งเมืองใหม่ขึ้น ทางทิศตะวันตก ของเมืองเชียงแสน เมืองนี้ตั้งอยู่บนฝั่งของแม่น้ำฝางตอนบน ทรงสถาปนาเมืองนี้ว่า "เมืองชัยปราการ " ซึ่งได้มีซากเมือง ปรากฏอยู่ในปัจจุบันนี้ การที่พระองค์ทรงสร้างเมืองชัยปราการนี้ขึ้นก็เพื่อจะให้เป็นเมืองหน้าด่าน เพื่อป้องกันข้าศึก ที่จะมาทางทิศตะวันตกของเมืองเชียงแสน

พญาขอมได้ครองเมืองเชียงแสน นานได้ 17 ปีก็หมดอำนาจแล้วก็หนีลงทางใต้ ไม่กลับมารุกรานไทยอีก ตลอดสมัยพระเจ้าพรหมมหาราช ครั้นทรงสร้างเมืองชัยปราการ เสร็จเรียบร้อยแล้วประมาณ 3 ปี พระพุทธศักราชล่วงได้ 949 ปี (ตามบันทึกของกรมศิลปากร ว่า พ.ศ.1483) มีพระมหาเถระองค์หนึ่ง ชื่อว่า พระพุทธโฆษาจารย์ เป็นชาติมอญ มีบ้านเดิมอยู่เมืองสะเทิม (พม่าเรียกว่า ตะโถ่ง) อยู่ใกล้กับเมืองเมาะลำเลิง ประเทศพม่า พระพุทธโฆษาจารย์นี้ ท่านได้ออกจากเมืองมอญ ลงสำเภาไปศึกษาพระพุทธศาสนาในประเทศลังกา มีความรู้พระพุทธศาสนา จบพระไตรปิฏกอย่างแตกฉาน ก็ได้กลับมาสู่ประเทศของตน ท่านได้เผยแผ่พระพุทธศาสนา ในประเทศมอญ และประเทศพม่าตามลำดับ แล้วได้เดินทางเข้ามาในเมืองสุโขทัย ลำดับมา จนถึงเมืองโยนก ถึงเมืองเชียงแสน ในสมัยพระเจ้าพังคราช นอกจากพระพุทธโฆษาจารย์ จะนำพุทธศาสนา มาเผยแผ่ในนครโยนกแล้ว ท่านยังได้อัญเชิญพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้ามาด้วย 16 องค์ เป็นอัฏฐิหน้าผาก มีขนาดใหญ่ กลาง เล็ก ได้แบ่งพระบรมธาตุขนาดใหญ่ 1 องค์ ขนาดกลาง 2 องค์ และขนาดเล็ก อีก 2 องค์ ถวายแก่พระญาเรือนแก้ว ส่วนที่เหลือได้ถวายแก่พระเจ้าพังคราช พระเจ้าพังคราชได้นำพระโกฏเงิน พระโกฏทอง และพระโกฏแก้ว มารองรับพระบรมธาตุทั้ง 11 องค์นั้น ทรงมอบให้พระเจ้าพรหมมหาราช นำไปประดิษฐาน ก่อพระเจดีย์ไว้ที่บนดอยน้อยหรือจอมกิตติ ซึ่งเป็นดอยที่ พระพุทธเจ้า ทรงประทานเกษาธาตุ บรรจุไว้ก่อนแล้ว ในสมัยโน้น

พระเจ้าพรหมราชให้ช่างก่อพระเจดีย์ชึ้น กว้าง 3 วา สูง 6 วา 2 ศอก บนดอยจอมกิตติ พระเจดีย์แล้วเสร็จ ในวันจันทร์ เดือน 6 เพ็ญ พ.ศ.1483 โดยบริบูรณ์ ได้ให้มีการทำบุญฉลองอย่างมโหฬาร ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล ถวายมหาทานแก่ประชาราษฎร์ เป็นการมหาปางอันยิ่งใหญ่ พระพุทธศาสนาก็ได้เจริญรุ่งเรืองในเมืองเชียงแสน โดยเฉพาะในสมัยพระเจ้าพรหมมหาราชนี้ ได้เกิดศิลปกิจกรรม ในสร้างพระพุทธรูปด้วยทองสำริด ซึ่งเรียกว่า ศิลปกรรมสมัยเชียงแสน เมื่อพระเจ้าพรหมมหาราช ได้สร้างเจดีย์จอมกิตติสำเร็จเรียบร้อยแล้ว พระองค์เสด็จกลับ นครชัยปราการ พระองค์ได้ให้ช่างก่อพระเจดีย์ขึ้น ณ บนดอยพระธาตุสบฝาง หลังจากได้สร้าง เมืองชัยปราการเสร็จแล้ว 4 ปี พระองค์ได้นำเอาพระบรมธาตุที่ทรงแบ่งไว้ จากการสร้างพระธาตุดอยกิตติ ได้นำมาบรรจุไว้ที่เจดีย์วัดพระธาตุสบฝางนี้ นอกจากนี้ พระองค์ยังได้ให้ช่าง หล่อพระพุทธรูปขึ้นด้วยทองสำริด เป็นจำนวนมาก ได้นำไปถวายไว้ตามวัดที่พระองค์ทรงสร้าง มีวัดส้มสุก วัดเก้าตื้อ วัดป่าแดง วัดดอกบุญนาคเป็นต้น ประชาชนที่นับถือพุทธศาสนา ก็พากันสร้างพระพุทธรูป ตามเจตนาของแต่ละคนเป็นจำนวนหลายองค์ ถวายไว้ที่บนพระธาตุสบฝางนั้น

พระเจ้าพรหมมหาราช ทรงเสวยราชสมบัติ ณ เมืองชัยปราการจนพระชนมายุได้ 77 พรรษา ประวัติศาสตร์ ของเมืองชัยปราการ ก็เป็นอันยุติลง ต่อจากพระเจ้าพรหมมหาราช ก็ได้มีพระมหากษัตริย์ อีกหลายพระองค์ ที่ได้ทำการขับเคี่ยวกับพวกขอมมาโดยตลอด จนถึงสมัยราชวงศ์ของพระเจ้ารามคำแหงเป็นที่สุด

ประวัติหนองแปดหาบ

หนองแปดหาบ ซึ่งเป็นปากน้ำกก กับแม่น้ำฝางมาบรรจบกัน ณ ที่นี้เรียกว่าสบฝาง ซึ่งมีหนองแปดหาบ ทอดยาวไปตามตีนเขา ดอยพระธาตุสบฝาง เป็นระยะทางยาว ๘๐๐ วา กว้าว ๖๐๐ วา นับว่ากว้างใหญ่พอสมควร ในสมัยโบราณ ณ ที่ปากแม่น้ำกก กับแม่น้ำฝางมาบรรจบกันนี้ ที่เรียกว่า สบฝางนี้ มีถ้ำหนึ่ง ภายในหน้าถ้ำ เป็นวังน้ำวน ภายในถ้ำเป็นที่ ประดิษฐานพระพุทธรูป บนหลังถ้ำสบฝางนี้ ได้มีปู่ผ้าขาวตนหนึ่ง มาจากเมืองกัมโภชะ ได้มาก่อเจดีย์ไว้เป็นที่สักการะบูชา ของคนทั้งหลายแล

ในขณะที่มีการก่อสร้าง พระธาตุสบฝางนั้น ได้มีพ่อค้าสองคนพี่น้องเป็นชาวเมืองกัมโพชะ มาทำมาค้าขาย ระหว่างเมืองชัยปราการ กับเมืองกัมโพชะ (เมืองกัมโภชะ อยู่ในเขตเมืองต่องกีของแคว้นไทยใหญ่ ในเขตพม่า ในปัจจุบัน) พ่อค้าสองคนพี่น้อง ได้นำสินค้าไปขายในเมืองเชียงแสน ขากลับ ได้มาพบการสร้าง พระธาตุสบฝาง จึงได้หยุดขบวนวัวต่าง ได้ขึ้นไปร่วมทำบุญ เสร็จแล้ว ได้จ้างคนให้ทำแพเพื่อนำขบวนวัวต่างและลูกน้อง ข้ามจากหนองแปดหาบ ไปยังฝั่งตรงข้าม เพื่อเดินทางไปเมืองกัมโภชะ บังเอิญแพที่นำคณะพ่อค้า สองพี่น้องได้เกิดล่มกลางหนอง น้องชายของพ่อค้าได้เสียชีวิต พร้อมกับทองคำที่ได้จากการค้าขาย จากเมืองเชียงแสน มีจำนวน 8 หลังม้า ส่วนพี่ชายของพ่อค้า ก็ได้ไปสร้างเจดีย์ที่ดอยหมอก ระหว่างดอยสองลูก เรียกว่าพระธาตุสองพี่น้อง ซึ่งปรากฏอยู่จนปัจจุบันนี้ เรียกดอยพระธาตุน้ำค้าง (อยู่ในตำบลแม่สาว อำเภอแม่อาย) เหตุที่พ่อค้าเมืองกัมโภชะได้สร้างเจดีย์ไว้บนดอยน้ำค้างนี้ ก็เพื่ออุทิศส่วนกุศล ให้พ่อค้าผู้เป็นน้องชาย ที่เสียชีวิตจากแพล่ม ในกลางหนองแปดหาบ ตั้งแต่นั้นมา หนองสบฝาง ก็ได้ชื่อว่า หนองแปดหาบมาจนถึงปัจจุบัน
นี้ เหตุที่แพล่มกลางหนองนั้น ตำนานได้กล่าวไว้ว่า น้องชายของพ่อค้าได้ให้บริวารของเขา ยิงลูกของพญานาค (งู) แล้วเอามาเผาไฟสู่กันกิน พญานาคจึงโกรธ ออกจากถ้ำ มาปั่นน้ำในหนอง ให้เกิดฟองใหญ่ ในขณะที่แพของพวกพ่อค้า กำลังข้าม แพของพวกพ่อค้าก็แตกออกแล้วล่มจมลงในหนองนั้น

วัดพระธาตุสบฝาง ได้กลายเป็นวัดร้างมานับตั้งแต่เมืองชัยปราการได้ถูกขุนศึกแห่งพม่า ได้มาทำศึกสงคราม เพื่อแย่งชิงเอาพระนางสามผิว แห่งพระเจ้าฝาง ขุนศึกพม่าพระองค์นี้ ชื่อพญาสุทโธ ผู้มีกองทัพอันเกรียงไกร ได้ตีเอาเมืองชัยปราการ จากพระเจ้าฝาง จนสำเร็จ แต่หาได้พระนางสามผิวตามความประสงค์ไม่ เนื่องจากได้มีมหาดเล็กของพระเจ้าฝาง ได้ถวายชีวิต ปลอมตัวเป็นพระเจ้าฝางพร้อมกับ นางสนมผู้จงรักภัคดี ได้ขี่ม้าขาว กระโดลงน้ำบ่อซาววา สิ้นชีวิตในนั้น ส่วนพระเจ้าสุทโธ คิดว่าพระนางสามผิว ได้กระโดดบ่อน้ำตาย จึงได้ไปสร้างวัดขึ้นวัดหนึ่ง ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของเมืองฝาง เรียกว่าวัดเวียงสุทโธ (ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของ ศาลจังหวัดฝาง และเรือนจำอำเภอฝาง ส่วนพระเจ้าฝาง ได้พาพระนางสามผิว และข้าทานบริวาร ไปประทับอยู่กับ พญาเมืองวชิรปราการ กำแพงเพชร จนสิ้นพระชนม์

ในปี พ.ศ.2467 ครูบาเจ้าศรีวิชัย นักบุญแห่งลานนาไทย ได้เดินธุดงค์ ไปเมืองเชียงแสน ไปแวะไปพัก ที่บนดอยพระธาตุสบฝาง ได้เห็นพระเจดีย์ อันเก่าแก่ชำรุดทรุดโทรม มีพระพุทธรูปมากมาย จึงให้คนอุปัฏฐาก นำหนังสือไปหาเจ้าเมืองฝาง เพื่อขอให้อุปถัมภ์ ที่จะบูรณปฏิสังขรณ์พระธาตุสบฝาง ท่านเจ้าเมืองฝาง ก็เกิดศรัทธา ได้พาประชาชน ไปร่วมการก่อสร้างพระธาตุสบฝาง โดยก่อหุ้มพระธาตุองค์เดิมให้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ได้ทำพิธีสมโภช ถวายทานแก่พระสังฆเถระ แล้วท่านครูบาศรีวิชัย ก็ได้มอบวัดพระธาตุสบฝาง ให้แก่ ครูบาเตชา วัดแม่ฮ่างหลวง (วัดศรีบุญเรืองในปัจจุบัน)

เมื่อครูบาเตชา วัดแม่ฮ่างหลวงถึงแก่มรณภาพ ครูบาแก้ว กาวิชโย วัดแม่แหลง ตำบลแม่อาย ได้รับภาระดูแล วัดพระธาตุสบฝาง ใน พ.ศ.2476 เกิดไฟไหม้วิหารวัดพระธาตุสบฝาง ครูบาแก้ว กาวิชโย จึงได้ขนย้ายพระพุทธรูป ไปฝากไว้ตามวัดต่างๆ มีวัดท่าตอน วัดสันโค้ง วัดแม่อายบ้านเด่น วัดแม่ฮ่างหลวง ซึ่งได้มีปรากฏอยู่จนทุกวันนี้
เมื่อท่านครูบาแก้ว ถึงแก่มรณภาพ ครูบาก๋องคำ กัญจโน วัดแม่อายบ้านเด่น ได้รับการสืบทอด การรักษาดูแลต่อมา ครูบาก๋องคำ ได้สร้างศาลาการเปรียญ ไว้เป็นที่สำคัญ สร้างถังเก็บน้ำฝน ซ่อมองค์เจดีย์ มีการโบกปูนใหม่ เมื่อครูบาก๋องคำ มรณภาพลง พระครูโศภณเจติยาราม เจ้าคณะอำเภอฝางเป็นผู้ดูแลรักษา จนมาถึง พ.ศ.2503 พระครูโสภณเจติยาราม ได้จัดให้พระครูสังฆรักษ์ธีระ ไปเป็นเจ้าอาวาส

พระครูสังฆรักษ์ธีระได้ไปอาราธนาพระราชสังวรพิมล (หลวงปู่โต๊ะ) แห่งวัดประดู่ฉิมพลี ธนบุรี เมเป็นผู้อุปถัมภ์ พระครูสังฆรักษ์ธีระ ลงมือก่อสร้างอุโบสถยังไม่ทันสำเร็จ ท่านพระครูสังฆรักษ์ ก็ถึงแก่มรณภาพไป พระครูวุฒิญาณพิศิษฎ์ เจ้าคณะอำเภอแม่อาย ได้ไปขอพระปฏิบัติธรรม แห่งสำนักอาจารย์สนอง เรียกว่า สำนักสังฆทาน มาบริหาร เผยแผ่สั่งสอนการปฏิบัติธรรม ท่านได้มาอยู่เมตตาได้ 2 พรรษา แล้วก็ลากลับ ต่อจากนั้น พระครูวุฒิญาณพิศิษฏ์ เจ้าคณะอำเภอได้มอบหมายให้พระครูคำบาง อชิโต เจ้าคณะตำบลแม่นาวางเป็นผู้ดูแล วัดพระธาตุสบฝาง พ.ศ.2532 พระครูวุฒิญาณพิศิษฏ์ ได้ลาออกจำตำแหน่ง เจ้าคณะอำเภอแม่อาย แล้วได้ไป ควบคุมดูแล และพาพระภิกษุ สามเณรไปจำพรรษา ได้ทำการก่อสร้าง ถาวรวัตถุหลายอย่าง เช่น อุโบสถ วิหารจตุรมุข และเสนาสนะอื่นๆ อีก จนถึง พ.ศ.2534 พระครูศิลาจารโสภิส ได้ถึงแก่มรณภาพ ทางคณะสงฆ์ ตำบลแม่นาวาง ได้เสนอแต่งตั้ง พระครูวุฒิญาณพิศิษฏ์ เป็นเจ้าอาวาส วัดพระธาตุสบฝาง และได้จัดสร้างสถานที่ มีกุฏิกัมมัฏฐาน สร้างห้องน้ำให้พอเพียงกับผู้ที่มาพัก สร้างถังเก็บน้ำฝนไว้ใช้บริโภค มาจนถึงปี พ.ศ.2540 พระครูวุฒิญาณพิศิษฏ์ ได้ถึงแก่มรณภาพ วัดพระธาตุสบฝาง จึงได้อยู่ในความดูแลของ เจ้าคณะตำบล หมุนเวียนกันไปรักษา ดูแลพระธาตุสบฝาง จนถึงปัจจุบันนี้

วัดพระธาตุสบฝาง ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำกก ห่างจากบ้านท่าตอน ประมาณ 7 กิโลเมตร ห่างจากอำเภอฝาง 32 กิโลเมตร การเดินทางไปวัดพระธาตุสบฝาง ไปได้ สองทาง คือ ทางรถยนต์ มีถนนแยกจากบ้านสันโค้ง ตำบลแม่อาย ไปทางบ้านคายใน รถยนต์สามารถขับไปถึงบนพระธาตุ อีกทางหนึ่ง ลงเรือหางยาวจากบ้านท่าตอน ไปลงที่บันใดนาค ทางขึ้นวัดพระธาตุสบฝาง

อีกทางหนึ่ง ลงเรือใช้เวลา 20 นาที ก็ถึงบันใดนาค วัดพระธาตุสบฝาง เป็นวัดป่า ไม่มีหมู่บ้านที่อยู่ติดกับวัด เว้นแต่ที่เชิงเขา มีบ้านเรือนของชาวบ้านที่ไปอาศัยทำไร่อยู่ประมาณ 18 ครอบครัว (พ.ศ.2512) พระภิกษุสงฆ์ที่อยู่ประจำในวัดนี้ เป็นพระที่สมถะ อยู่ง่ายกินง่าย เป็นผู้สันโดษ เพราะวัดนี้ ไม่มีกิจนิมนต์ ไม่มีอติเรกลาภ เพราะอยู่ห่างจากชุมชน พระที่อยู่เป็นพระที่ปฏิบัติกัมฐาน ลักษณะวัด เป็นป่า มีต้นไม้ขนาดใหญ่ ปกคลุมไปทั่วบริเวณเขา เหมาะแก่การอยู่อาศัยของนักแสวงหากายวิเวก มีเสนาสนะสัปปายะพอสมควร แต่อาหารสัปปายะ ไม่ค่อยจะสมบูรณ์ ต้องอาศัยเครื่องกระป๋อง

เอกสารอ้างอิง
-ประวัติ วัดดอยจอมกิตติ เชียงแสน
-ประวัติ เมืองฝาง วัดปูแกง อ.พาน
-ประวัติ เมืองฝาง ฉบับภาษาไทยใหญ่ ของท่านเจ้าแหว่ง วัดเปียงกอก (พ.ย.2482)
-ประวัติ วัดพระธาตุสบฝาง ของกรมศิลปกรที่ 4 เชียงแสน


พระครูวุฒิญาณพิศิษฏ์ เจ้าอาวาส
รวบรวม เรียบเรียง

HOME